ขอผ่าน

ปรุงเมื่อ 20 / 03 / 09

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปกลับเยือนตลาดน้ำดำเนินสะดวกอีกครั้ง
จำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดผ่านมานานแค่ไหน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นปีที่แล้ว

ผมออกจากบ้านประมาณเกือบๆ เจ็ดโมง พอใกล้ถึง ฟ้าเจ้ากรรมดันกลั่นฝนออกมา แรกๆ ก็ตกแบบปลอยๆ พอให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ แต่ตกไปตกมากลับกลายเป็นห่าฝน ฝนเม็ดใหญ่ประมาณข้อนิ้วก้อย ฝนตกหนักจนผมกลัว-ไม่ได้กลัวฝน เม็ดใหญ่ เม็ดเล็ก ผมพร้อมลุยอยู่แล้วถ้าเป็นวันปกติและมีร่ม แต่วันนี้ผมนึกภาพไม่ออกว่าเราจะเที่ยวตลาดน้ำอย่างไรถ้าฝนยังตกอยู่อย่างนี้

ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมไหม เวลาอยู่บนรถแล้วฝนตก ผมไม่อยากให้ถึงที่หมายเลย ผมไม่อยากลงไปลุยฝน ขอนั่งอยู่บนรถรอเวลาฝนหยุดเสียจะดีกว่า

แต่ในความเป็นจริง เราคงเลือกไม่ได้ ต่อให้ฝนไม่หยุด เราก็ต้องลงจากรถอยู่ดี
ในชีวิตจริง ก็เช่นกัน เราเลือกจะอยู่ที่เดิมไม่ได้หรอก ถึงแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าที่ที่เรายืนอยู่มันปลอดภัยกว่าทางข้างหน้า แต่ตราบใดที่เราไม่ได้ยืนอยู่ ณ จุดหมายที่เราหวัง เราก็ต้องเดินต่อไป ทิ้งที่ทางที่ปลอดภัยไว้ข้างหลัง

ฝนตกมันเปียกใครก็รู้ แต่ถ้าเรายังอยู่เดิม กว่าฝนจะหยุด คนที่กล้า ‘ลุยฝน’ เขาก็ไปไกลแล้ว

วันนี้โชคดีที่ไม่ต้องลุยฝน ฝนตกไม่นานก็หยุด หลังจากหยุดไม่นานก็ถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวก หลังจากถึงไม่นานผมก็นั่งอยู่บนเรือ

สังเกตุจากมุมมองบนเรือ เห็นได้ชัดว่าชาวต่างชาติเยอะมาก – อาจจะมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าใจได้ว่าสถานที่แบบนี้ สำหรับคนไทยคงไมรู้สึกตื่นเต้นอะไร

แต่ผมตื่นเต้น ด้วยปกติตัวเองเป็นคนที่สัญจรทางบกเป็นหลัก เวลาลงเรือจึงรู้สึกเก้ๆ กังๆ กลัวๆ กลัวว่าตัวจะลงไปอยู่ในน้ำ

“น้ำลึกเท่าไหร่ครับพี่” ผมหันไปถามพี่ที่เป็นฝีพาย พี่แกเอาไม้พายจุ่มลงไปในน้ำจนสุด แล้วก็บอกผมว่า “ประมาณอก” ผมจึงรู้สึกสบายใจไปอีกเปราะ

เรือเริ่มไหลออกจากท่าไปตามแรงพาย พอเลี้ยวเข้าทางหลักก็ต้องตกใจ เรือมาจากไหนก็ไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด ผมยังนึกภาพไม่ออกว่าลำของผมจะผ่านไปได้อย่างไร

ผมได้ยินเสียงเรือกระทบกันหลายครั้ง ถ้าเป็นรถ ประกันคงวิ่งกันวุ่น เรือลำผมก็ชนลำซ้ายที ขวาที พายเรือใครคิดว่าง่ายอยากให้มาลอง นอกจากมือถือไม้พายแล้ว สายตายังต้องทำงานอย่างขันแข็งไม่แพ้กัน ต้องคอยดูว่าเรือของเราจะชนลำอื่นไหม สมองต้องคอยวางแผนตลอดว่าลำไหนไปก่อนไปหลัง ปากต้องคอยตะโกนบอก ส่งสัญญาณ คอยเตือนลำอื่นๆ

ผมรู้สึกว่าการพายเรือต้องใช้ศิลปะการสื่อสารอย่างมาก
บางทีอาจจะไม่ได้ตะโกนบอกกัน แต่ผมว่า  ”ตามองตา” ก็น่าจะเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง

เรือลำนั้นใช้ไม้พายดันลำโน้นให้ผ่านไป ลำโน้นหยุดให้อีกลำผ่านไป - นี่คือภาพที่ปรากฏอยู่เหนือผิวน้ำ เรือแต่ละลำแม้จะมาจากต่างที่ต่างทางแต่ก็สื่อสารกันเข้าใจ เรืออาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่มันก็แค่เรือ กระทบกันแล้วก็ให้มันแล้วไป คนบนเรืออย่ากระทบกระทั่งกันก็พอ

ที่ผมสงสัยในตอนแรกว่าเรือลำผมจะผ่านไปได้อย่างไร สุดท้ายก็ได้คำตอบ

พวกพี่ๆ ป้าๆ ฝีพายทั้งหลายทำให้ผมรู้ว่า แค่เราหันมาสื่อสารพูดคุยกัน
เรื่องต่างๆ ที่ว่ายาก ก็ผ่านไป..ได้ง่ายๆ


.โทษ

ปรุงเมื่อ 02 / 03 / 09

เมื่อคืนได้มีโอกาสนั่งดูบอลนัดชิงลีก คัพ
แต่ไม่ได้ดูโดยตลอดหรอกครับ เพราะออกไปเตะบอล กลับมาก็ช่วงท้ายเกมแล้ว
โชคดีที่ยังไม่มีใครยิงใครเพราะอย่างน้อยผมก็ไม่พลาดชมการยิงประตูอย่างแน่นอน

แต่แม้ไม่ใช่ปืน ผมก็ไม่อยากให้มีใครยิง
เพราะผมอยากดูจุดโทษ

ผมว่าจุดโทษมันมีเสน่ห์
มันอยู่ระหว่างคำว่า ‘ความหวัง’ กับคำว่า ‘ปลง’
ตอนกำลังจะยิงผมโคตรมีความหวังเลย – หวังว่าทีมที่เราเอาใจช่วยมันจะยิงเข้า
แต่อีกใจหนึ่งก็ปลง แพ้ก็ช่างมัน ลูกโทษไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว

บางทีผมเผลอรู้สึกไปด้วยว่าชีวิตเราในแต่ละวัน มันเหมือนว่าเรากำลังซัดจุดโทษเลย
ตื่นมาออกจากบ้าน ก็เหมือนเรากำลังเดินออกจากวงกลมกลางสนามเพื่อไปยิง
จะเจออะไรบ้างก็ไม่รู้

ผู้รักษาประตูมันก็เหมือนอุปสรรคแหละ
บางอุปสรรคพยายามอย่างไรก็มองไม่เห็นทางออก
เหมือนกับเจอโกลบางคนที่มันโคตรเหนียว
ทางบอลดี เรายิงซ้ายมันพุ่งซ้าย เรายิงขวามันพุ่งขวา
ยิงตรงกลางมันกลับไม่พุ่ง

บางทียิงไม่เข้าบ่อยๆ ก็ทำเอาเราท้อ
บางครั้งถึงกับทำเอาเราถอย
หลายคนไม่กล้ายิงจุดโทษ

คนรอบข้างเราก็เหมือนไอ้พวกที่ยืนอยู่กลางสนาม
มีทั้งพร้อมจะกระโดดเมื่อเรายิงเข้า และพร้อมกระทืบเราเมื่อยิงออก

แต่การยิงจุดโทษมันดีอย่าง
หลังจากยิงเสร็จ เราจะแยกออกทันทีว่าใครเป็นพวกเรา
ถ้าเป็นผม ผมอยากหันหลังวิ่งสุดฝีตีนเข้าไปกอดคนที่เอาใจช่วยผม ทันทีที่ผมยิงเข้า

แล้วถ้าผมยิงไม่เข้าล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น
โกลฝ่ายนั้นอาจจะเหนียว เหมือนอุปสรรคที่หนักหนา
ผมอาจจะยิงออกไปเอง ด้วยความที่ไม่มั่นใจในสิ่งที่ทำ
หรือผมอาจจะสะดุดล้มตอนยิง ด้วยความซวย

แต่ถึงอย่างไรภาพที่วงกลมกลางสนาม ย่อมมีใครบางคนที่กำลังวิ่งมาหาเรา
มาปลอบเรา มากอดเรา
บ้างมาลูบหลังเรา ทั้งที่ยังไม่ได้ตบหัว
บางคนยื่นมือมาดึงเราให้ยืนขึ้น
รอการยิงจุดโทษ ในนัดหน้า

เป็นความจริง
ยังมีนัดหน้าให้เรายิงอีก
และมีนัดหน้าอีก
และก็นัดหน้าอีก
ไปเรื่อยๆ
เหมือนพรุ่งนี้
เรายังมีพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ และพรุ่งนี้
อยู่ที่ว่าเรากล้าจะเดินออกมายิงหรือเปล่า เท่านั้นเอง

อย่างที่บอกในย่อหน้าแรก เมื่อคืนผมไปเตะบอลมา
และจากประสบการณ์ที่เพิ่งยิงครบหนึ่งร้อยประตูในชีวิตเมื่อคืนนี้
ผมพบเทคนิคบางอย่างในการยิงจุดโทษ
เห็นว่าติดตามผลงานกันมา เลยจะบอกเทคนิคให้
“ไม่ว่าโกลมันจะเหนียวแค่ไหน ยิงให้เต็มแรงไว้ก่อน แม้มันจะพุ่งถูกทาง มันก็พุ่งไม่ทันหรอกครับ”


โลกหัวใจ

ปรุงเมื่อ 26 / 02 / 09

“เด็กหญิงต้องใจอยากหัวใจวายตาย
เพราะเด็กหญิงต้องใจได้ยินมาว่า มันคือการตายที่ฉับพลัน
และเจ็บปวดน้อยที่สุด”

ประโยคข้างต้นผมคัดมาจากเรื่องสั้นของ ปราบดา หยุ่น

ครั้งแรกที่ได้ยิน(จากการรอ่าน) ก็แอบเห็นด้วยอยู่ในใจ บางทีการตายโดยไม่เจ็บปวดน่าจะเป็นสิ่งที่ใครๆ คงปรารถนา

ลองนึกดู คงมีไม่กี่วิธีที่จะทำให้เราตายได้โดยไม่เจ็บปวด-หัวใจวายเป็นหนึ่งในนั้น
แต่หลังจากมานั่งคิดดูดีๆ อีกที บางทีการตายโดยไม่เจ็บปวดอย่างการหัวใจวายก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง นั่นคือการไม่มีเวลาเตรียมตัว…และเตรียมใจ

ไม่ใช่ผู้ตายที่ไม่มีเวลาเตรียม แต่ผมหมายถึงคนที่อยู่ต่างหาก

เมื่อวันก่อนพ่อของคนที่ผมรักต้องจากไปด้วยโรคมะเร็ง ผมนึกคำปลอบอะไรไม่ออก ก็ได้แต่บอกไปว่า “ดีแล้ว พ่อจะได้ไม่ต้องทรมาน” เสียงเธอตอบรับด้วยความเศร้า แต่ผมก็ยังต้องปลอบต่อไป “นี่ยังดีที่เรารู้ว่าพ่อเป็นอะไร หลังจากที่เรารู้ว่าพ่อเป็นมะเร็งเรายังมีเวลาอยู่กับพ่ออีก ดีกว่าอยู่ดีๆ พ่อหัวใจวายไป นั่นเราไม่มีเวลาเตรียมใจเลยนะ”

ตอนนั้นผมพูดไปอย่างที่ใจคิดจริงๆ บางทีถ้าเราเลือกที่จะจากไปจากโลกนี้ เราก็ควรทิ้งเวลาให้คนที่รักเรา เขาได้เตรียมใจบ้าง ไม่ใช่มาหัวใจวายไปดื้อๆ ลองนึกถึงตัวเอง ระหว่างมีคนโทรมาบอกว่า “พ่อเป็นมะเร็ง” กับ โทรมาบอกว่า “พ่อหัวใจวาย” ผมว่าความรู้สึกมันคงต่างกัน

คงไมใช่ ‘ดีใจ’ กับ ‘เสียใจ’
แต่ผมว่ามันน่าจะเป็น ‘เสียใจ’ กับ ‘ทำใจไม่ได้’

คนที่เรารักเป็นมะเร็ง ถึงแม้เราจะเสียใจ แต่เราก็ยังหาวิธีรักษาได้ และมีเวลาอยู่กับเขาได้อีกเป็นเดือนๆ ในระหว่างนั้นเรายังมีเวลาทำใจ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าโรคมะเร็งมันไม่แน่นอน

แต่ถ้าคนที่เรารักหัวใจวาย ผมว่ามันคงเป็นอะไรที่ทำใจได้ยาก ใช่-มันไม่มีเวลาทำใจ และบางที ถ้าคนที่รู้เป็นโรคหัวใจด้วยผมว่าอาจจะหัวใจวายตายตามกันไป

ผมคิดเล่นๆ ถ้าทุกคนบนโลกเป็นโรคหัวใจ หรือเมื่อโลกของเราเป็นโลก(ของโรค)หัวใจ จะเป็นอย่างไร

เมื่อมีคนคนหนึ่งหัวใจวาย คนที่สองพอรู้วาคนที่หนึ่งหัวใจวายตายก็หัวใจวายตายตามเพราะรักคนที่หนึ่งมาก คนที่สามพอรู้วาคนที่สองหัวใจวายตายก็หัวใจวายตายตามเพราะรักคนที่สองมาก คนที่สี่พอรู้วาคนที่สามหัวใจวายตายก็หัวใจวายตายตามเพราะรักคนที่สามมาก….

คนที่พันล้านพอรู้วาคนที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าล้านหัวใจวายตายก็หัวใจวายตายตามเพราะรักคนที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าล้านมาก

ผมว่าสุดท้ายแล้วโลกนี้อาจจะไม่เหลือใครเลยก็ได้ ทุกคนหัวใจวายตายตามกันไป เป็นโดมิโน่

แต่ก็อย่างที่บอก นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดเล่นๆ ขออย่าให้เป็นจริงเลย ผมไม่อยากให้คนที่ผมรักต้องจากไป ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็แล้วแต่ ถ้าอยากจะจากไปจริงๆ ก็ขอร้องอย่าจากไปเพราะ ‘หัวใจวาย’

“ผมไม่อยากให้คนที่ผมรักหัวใจวายตาย
เพราะผมได้ยินมาว่า มันคือการตายที่ฉับพลัน
และจะทำให้ผมเจ็บปวดมากที่สุด”
ประโยคข้างต้น ผมคิดเอง


ตอบแทนให้สะสม

ปรุงเมื่อ 15 / 01 / 09

ช่วงนี้คนที่รู้จักหลายๆ คน กำลังสนุกไปกับการสะสมแสตมป์เงินแสตมป์ทองของเซเว่นฯ หลายคนถึงกับหาเรื่องเสียตังค์ที่เซเว่นฯ เพื่อที่จะได้มาซึ่งแสตมป์ที่ใฝ่ฝัน

วันก่อนเห็นคนหยิบสมุดสะสมแสตมป์ของเซเว่นฯ ออกมากาง ผมแอบดู เห็นว่าสมุดของเขาใกล้ครบแล้ว ใจจริงแล้วอยากเอาแสตมป์เงินที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงให้เขาไปเหลือเกิน แต่ไม่ได้หรอก เพราะผมมีคนที่อยากเอาแสตมป์ไปให้แล้ว

เท่าที่สังเกตหลายคนมีเป้าหมายอยู่ที่ ‘เก้าอี้โดเรมอน’ –เขาว่ามันน่ารัก

นึกย้อนไปตอนที่ผมเด็กๆ (ไม่นานนักหรอกครับ) ตอนนั้นผมและเพื่อนๆ ก็เคยอยู่ในอารมณ์เดียวกันนี้ แต่ผมว่าตอนนั้นมันสนุกกว่านี้อีก ตอนนั้นพวกเราสะสม ‘สติ๊กเกอร์ดราก้อนบอล’

แถมรางวัลก็ท้าทายกว่า ‘เก้าอี้โดเรมอน’ มาก ตอนนั้นเป้าหมายสูงสุดของผมอยู่ที่เครื่องเล่นเกมส์ play staytion

แต่เอาเข้าจริง ทั้งผมและเพื่อนไม่มีใครได้เลยสักคนเดียว

บางคนขาด ‘ตาของเบจิต้า’  ขาด ‘ขาของโกฮัง’  ขาด ‘เท้าของคูลิลิน’

ผมจำไม่ได้ว่าช่วงนั้นขาดอะไร แต่จำได้อย่างหนึ่งว่าช่วงนั้นผมไม่ขาด ‘เพื่อน’ เลย

พักกลางวันหรือเลิกเรียนเมื่อไหร่เป็นต้องเอาสมุดที่สะสมมากางดูกันว่าใครขาดใบไหน บางคนก็เอาไพ่ที่ตัวเองมีแต่เพื่อนไม่มีมาแลกกัน–ต่างคนต่างเติมในสิ่งที่อีกคนขาด

บางคนซ้ำเยอะๆ เข้าก็เอามาเขี่ยกินกันบ้าง ฉุบกินกันบ้าง หรือจะเล่นอะไรก็แล้วแต่ที่ความคิดสร้างสรรค์ในช่วงนั้นจะพาไป

สุดท้ายพอแยกย้ายจากเพื่อน เราก็เอาสติ๊กเกอร์ที่ได้มา มาติดในสมุดสะสมของเรา

ตอนนั้นผมรู้สึกสนุกไปกับการสะสมแม้ว่าจะสะสมได้ไม่ครบก็ตาม

ผมว่าความสนุกมันไม่ได้อยู่ตรงที่เราสะสมได้ ‘ครบ’ สิครับ

ความสนุกจริงๆ ผมว่ามันอยู่ตอนที่เราได้แลกใบที่เรายังไม่มีกับเพื่อน

สนุกตอนที่เรา ฉุบกินกับเพื่อน

สนุกตอนที่เอาสติ๊กเกอร์ที่เพื่อนยังไม่มีไปให้เขา

และสนุกตอนที่เพื่อนเอาใบที่เราไม่มีมาให้เราบ้าง

ผมว่ามันสนุกตรงนี้แหละครับ

เหมือนกับวันนี้ ที่ผมเห็นหลายๆ คนสนุกกับการสะสมสติ๊กเกอร์โดเรมอนเพื่อที่จะแลกเก้าอี้ เอาเข้าจริงคนที่สะสมเขาก็มีเงินมากพอที่จะซื้อเก้าอี้โดเรมอนได้อย่างสบายๆ

หรือจะซื้อเก้าอี้ที่นั่งแล้วนุ่มก้นกว่านี้มานั่งก็ย่อมได้

แต่อย่างที่บอกแหละครับ ความสนุกมันอยู่ตอน ‘สะสม’ ต่างหาก

ไม่ใช่ตอนนั่ง


คนที่ต้องช่วย

ปรุงเมื่อ 06 / 01 / 09

ปีใหม่ผ่านมาหลายวันแล้วชีวิตเปลี่ยนแปลงไปกันบ้างไหม

แต่ผมว่ามีชีวิตคนบางคนคงเปลี่ยนไปแน่ๆ และเปลี่ยนไปแล้ว เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ซานติก้าผับไม่ได้เพียงคร่าชีวิตคนบางคนไป แต่ผมว่ามันยังฆ่าชีวิตคนบางคน–ทั้งเป็น

ผมหมายถึงผู้ที่สูญเสียคนที่ตนรักไปจากเหตุการณ์นี้

หลายคนสูญสียจนเสียศูนย์

บางคนถึงกับบอกว่าการตายพร้อมคนรักยังดีกว่าที่จะรอดมาเพียงคนเดียว เพื่อนของพี่ที่ออฟฟิศอะเดย์คนหนึ่งเสียชีวิตในกองเพลิงพร้อมแฟนสาว ที่สำคัญ…สองคนนี้กำลังจะแต่งงานกันในอนาคตอันใกล้

ผมนึกสงสัยว่าถ้าคนใดคนหนึ่งรอดมาเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร

ผมเชื่อว่าเขาคงมีชีวิตต่อไปได้อยู่แล้วแหละ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่

อีกเรื่องที่ผมได้ยินมาเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่บุกเข้าไปในผับขณะไฟกำลังลุกโชนเพื่อหวังจะช่วยภรรยาของเขา โดยไม่รู้ว่าภรรยาของเขาออกมาภายนอกแล้ว สุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็เสียชีวิตอยู่ในกองเพลิงนั้น ชายคนนั้นเป็นน้าของพี่ที่ออฟฟิศอีกคน

พี่เขาเล่าให้ฟังว่าปกติภรรยาของน้ามักจะตัดพ้อว่า “สามีไม่ค่อยรัก”

…..

ได้ฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่อก

สงสัยเหมือนกันไหมว่าหากเราติดอยู่ในนั้น ท่ามกลางไฟที่กำลังลุกไหม้ จะมีใครสักคนไหมที่พร้อมจะบุกเข้าไปช่วยเรา

อาจไม่มี หรือ มี

หรือหากใครมีมากกว่าหนึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นใจ

แต่ทั้งมีและไม่มีล้วนบ่งบอกอะไรบางอย่าง

การที่คนๆ นึงบุกเข้าไปช่วยชีวิตคนอีกคนนึง นั่นหมายความว่า ชีวิตของคนๆ นั้นมีค่ามากพอๆ กับชีวิตเขา หรืออาจจะมีค่ามากกว่าชีวิตของเขาเอง

ปกติตามสัญชาตญาณของมุนษย์เราคือการ ‘เอาตัวรอด’

แต่การยอมเสี่ยงตายเพื่อใครบางคนอาจจะดูสวนทางกับสัญชาตญาณของมนุษย์

หรือว่า บางทีการบุกเข้าไปช่วยคนที่เรารักก็เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ในการ ‘เอาตัวรอด’ เช่นกัน ผมหมายถึงคนที่ยอมเสี่ยงชีวิตเขาคงรู้ว่าถ้าขาดคนๆ นั้นไป…เขาคงอยู่ไม่รอด

ตอนนี้ผมกลับมานั่งย้อนมองดูตัวเอง แล้วคิดอะไรบางอย่าง

ไม่ใช่ว่าคิดว่าจะมีใครมาช่วยผมหรือเปล่า

ผมเพียงแต่คิดว่าผมมีคนที่ ‘ต้องช่วย’ แล้วหรือยัง เท่านั้นเอง


ลิฟท์

ปรุงเมื่อ 03 / 01 / 09

ชอบเดินห้างไหมครับ?

วันนี้ผมเพิ่งไปเดินห้างมา ถ้าห้างนั้นเป็นสยามพารากอนหรือเซ็นทรัลเวิลด์คงไม่แปลกอะไร แต่วันนี้ผมไป ‘พาต้า(ปิ่นเกล้า)’ มาครับ

ถ้าใครเคยไปห้างนี้มาคงรู้สึกเหมือนกัน

ไปห้างมาก็หลายห้างแต่ไม่เคยเจอห้างไหนบรรยากาศเป็นแบบนี้มาก่อน ห้างแบบที่ต่อให้เรามีเงินก็ไม่อยากได้อะไร ห้างนี้เป็นแบบนี้แหละครับ ผมแทบไม่เคยเสียเงินให้กับห้างนี้เลยถ้าไม่นับซุปเปอร์มาเก็ตชั้นล่างสุด

‘คนน้อย’ น่าจะเป็นคำอธิบายให้เห็นภาพของห้างนี้ ยิ่งในบริเวณใกล้เคียงมีห้างยอดนิยมอย่างเซ็นทรัลปิ่นเกล้าด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ห้างนี้คนน้อยลงไปอีก แต่ก็แปลก ทำไมห้างนี้ถึงอยู่ยงคงกระพันธ์ ราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับจำนวนคนที่มาจับจ่าย

แต่ผมเคยได้ยินกิตติศัพท์ของห้างนี้มาว่าครั้งหนึ่งเคยฮอตฮิตติดลมบนคนเนืองแน่น เนื่องจากมีตัวชูโรงคือ ‘ลิฟท์แก้ว’ ตัวแรกของเมืองไทย ถึงขนาดที่มีคนมาต่อคิวกันขึ้นลิฟท์เลยทีเดียว

แต่วันนี้ผมนึกภาพวันนั้นไม่ออกจริงๆ เพราะภาพข้างหน้าผมวันนี้อย่าว่าแต่ต่อคิวเลยครับ แค่ขึ้นลิฟท์ผมยังกล้าๆ กลัวๆ

ความเสียวในการเล่นกับลิฟท์ตัวนี้น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับเล่นบันจี้จัมพ์ที่พัทยา…หรือไม่ก็ใกล้เคียง

ใช่ครับ ลิฟท์ตัวนี้มัน ‘เก่า’ มากแล้ว

มองดูดีๆ เหมือนลิฟท์ตัวนี้มันกำลังจะบอกอะไร ครั้งหนึ่งมันเคยได้รับความสนใจในระดับน้องๆ ซุปเปอร์สตาร์ มีคนมาต่อคิวอยากทำความรู้จักสนิทสนม แล้ววันนี้เป็นไงครับ เขาไปขึ้นลิฟท์ที่ห้างใหม่ๆ หรูๆ กันหมดแล้ว

เราก็คงไม่ต่าง ในวันที่มีชื่อเสียง หรือมีผู้คนมาห้อมล้อมดอมดม ก็อย่านึกได้ใจไปว่าสิ่งเหล่านี้จะอยู่กับเราไปตลอด

ผมว่า ‘ชื่อเสียง’ ถ้าเราไม่รู้จักดูแลรักษา มันเก่าเร็วกว่าลิฟท์อีกนะครับ


หนุ่มนักโบก กับ สาวขี้บ่น

ปรุงเมื่อ 18 / 12 / 08

วันนี้อ่าน หนุ่มนักโบก กับ สาวขี้บ่น

เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจที่จะ ‘โบกรถ’ จากกรุงเทพฯ ไปเกาะสมุย หนึ่งในหนุ่มก็คือ พี่จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง ที่เหลือนั้นพื่อนๆ เขา

อ่านแล้วอยากออกเดินทางเป็นบ้า ยิ่งเข้าใกล้ปีใหม่ที่มีช่วงวันหยุดยาวๆ มากองอยู่ตรงหน้าด้วยแล้ว ยิ่งอยากออกเดินทาง

ในหนังสือเขาก็เล่าของเขาไป โบกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

แต่สุดท้ายก็ถึงจุดหมายเหมือนกับที่ตั้งใจ

เหมือนชีวิตเรา…

มีตอนหนึ่งที่พี่จุ้ยว่าไว้ในหนังสืออ่านแล้วประทับใจ อยากเล่าให้ฟัง

“เมื่อรถคันหนึ่งวิ่งผ่านไปโดยไม่รับเรา นั่นไม่ได้หมายความว่าเราโชคร้าย เพราะรถคันที่วิ่งมาทีหลังอาจมีเบาะที่นิ่มก้นและวิ่งไปได้ไกลกว่า ส่วนรถคันหน้าอาจพลิกคว่ำก็เป็นได้ ประหนึ่งการเดินทางของชีวิต เมื่อโอกาสหนึ่งผ่านไป อย่าเพิ่งเสียใจ เพราะโอกาสที่ดีกว่าอาจกำลังเดินทางมา”

มานั่งนึกถึงตัวเอง ผมไม่แน่ใจว่าหากเราตั้งใจไป ‘โบก’ เราจะไปถึงจุดหมายได้เหมือนเขาหรือเปล่า หมายถึงทั้ง โบกรถและโบกโอกาส

ใกล้ปีใหม่แล้ว ใครที่กำลังคิดจะไป ‘โบก’ ขอเอาใจช่วย ถึงไม่ถึงอีกเรื่องหนึ่ง

ผมว่าโบกแล้วไปไม่ถึง ยังไม่น่ากลัวเท่ากับเรา ‘ไม่กล้าโบก’


หัว…

ปรุงเมื่อ 04 / 12 / 08

สัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานศิลปะงานหนึ่ง เป็นงานศิลปะที่นำเอา ‘ขนมปัง’ มาทำเลียนแบบอวัยวะต่างๆ ของคน

และขอบอกว่าขนมปังพวกนี้เหมือนอวัยวะคนจริงๆ จนน่าตกใจ

อวัยวะต่างๆ ในร่างของขนมปังถูกวางอวดสายตาผู้มาร่วมงาน ข้างซ้าย ข้างขวา ของผมเต็มไปด้วยอวัยวะต่าง ไม่ว่าจะเป็น หู จมูก แขน ขา เท้า และอวัยวะอื่นๆ อีกหลายส่วน

แต่เท่าที่สังเกต อวัยวะที่ดูจะเรียกเสียงฮือฮาได้ครืนใหญน่าจะเป็น ‘หัว’ เพราะนอกจากมันจะเหมือนหัวคนจนน่าตกใจแล้ว ศิลปินยังช่างคิด ใช้สีแดงแต่งแต้มบนหน้าให้ดูคล้ายเลือด

หลายคนทำหน้าเหยเก

หลายคนบอกว่า “ถึงอร่อยแค่ไหนก็ไม่กิน”

แน่ล่ะครับ ใครจะไปกล้ากินขนมปังที่เหมือน ‘หัวคน’ จริงๆ

หลังจากดูงานได้ไม่นาน ผมก็เดินออกจากงานโดยไม่รอที่จะชิมขนมปังที่เขากำลังจะแจก

ขากลับผมอาศัยรถโดยสารประจำทางดังเช่นทุกวัน ในขณะที่รถจอดรอให้สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมสังเกตเห็นร้านอาหารร้านหนึ่งทางด้านซ้ายมือนอกกระจก ‘คนแน่นร้าน’

ผมอยากรู้ว่าร้านนี้ขายอะไร เลยเงยหน้าขึ้นไปมองป้ายที่ติดอยู่เหนือร้าน

‘หัวปลาหม้อไฟ’ คือคำตอบ

แต่หัวปลาที่ว่านี่ ‘หัวปลา’ จริงๆ นะครับ

ไม่ใช่ ‘ขนมปัง’


เพื่อนร่วมร่ม

ปรุงเมื่อ 28 / 09 / 08

ผมเชื่อมาตลอดว่าร่มหนึ่งคัน มีไว้ใช้สำหรับคนหนึ่งคน

ที่ผมเชื่ออย่างนั้นเพราะเวลาผมอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกับใคร ตัวผมมักจะเปียกปอนไปข้างหนึ่ง คนยืนข้างซ้ายก็เปียกด้านซ้าย คนยืนด้านขวาก็เปียกด้านขวา ยืนตรงกลางก็ไม่ได้เพราะจะทำให้อีกคนเปียกทั้งตัว

แต่ถึงอย่างไร การที่เราจะมีโอกาสได้อยู่ร่มคันเดียวกับใครก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

การที่เราจะชวนใครสักคนมาเป็นเพื่อนร่วมร่ม ผมเชื่อว่าเราต้องสนิทกันพอสมควร ภายใต้พื้นที่เล็กขนาดนั้นถ้าไม่สนิทกัน ผมว่าคงอึดอัดน่าดู

โชคดีที่เพื่อนร่วมร่มของผมมักจะเป็น ‘เธอ’–คนที่ผมอยากร่วมร่มด้วย

และในช่วงที่ฝนมักจะตกตามใจ มาแบบไม่บอกกล่าว ทำให้หลายคนต้องพกร่มติดตัวคนละคัน

‘หนึ่งคน’ ก็ ‘หนึ่งคัน’

แต่ร่มของ ‘เธอ’ มักไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ เพราะยามฝนเทลงมา ผมมักจะอยู่กับเธอ และร่มของผมก็ทำหน้าที่เป็นที่คุ้มหัวให้เราสองคนเดินฝ่าสายน้ำที่กระหน่ำลงมา

อย่าคิดว่าเราสองคนจะไม่เปียกนะครับ

ซีกซ้ายของผมแทบจะหาพื้นที่แห้งไม่เจอ ของเธอก็เช่นกัน ซีกขวาของเธอเต็มไปด้วยหยดน้ำ

จะไม่เปียกได้อย่างไรครับ ก็ร่มหนึ่งคันเขามีไว้ใช้สำหรับคนเพียงหนึ่งคน

ถึงอย่างไร การที่ผมมีเธอเป็นเพื่อนร่วมร่ม ก็ทำให้ผมรู้สึกดี แม้แขนข้างหนึ่งจะถูกเบียดออกมานอกร่ม แต่รู้ไหม แขนอีกข้างหนึ่งของผมมันใกล้แขนอีกข้างหนึ่งของ ‘เธอ’ แค่ไหน มันทำให้ผมรู้สึก ‘อุ่นๆ’ อย่างบอกไม่ถูก

และตอนนี้ ผมเริ่มติดการเดินภายใต้ร่มโดยมี ‘เพื่อนร่วมร่ม’ เสียแล้ว

แต่ปัญหาคือ ‘เธอ’ คนที่ผมอยากให้มาเป็น ‘เพื่อนร่วมร่ม’ สิครับ

ตอนนี้เธอไม่อยู่กับผมแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน เราคงได้ร่วมร่มกันอีก

เมื่อคืนฝนตกหนัก ผมเดินอยู่ภายใต้ร่มเพียงลำพัง

ผมเพิ่งรู้ว่า พื้นที่ภายใต้ร่มหนึ่งคัน

มันกว้างเกินไปสำหรับคนหนึ่งคน


สี

ปรุงเมื่อ 18 / 09 / 08

1. 
วันนี้เป็นวันหยุด ผมคิดเอาไว้ว่าจะไปเที่ยวสักหน่อยจึงตื่นมาอาบน้ำแต่เช้า

ตอนนี้กำลังจะแต่งตัว ว่าแต่ผมจะใส่เสื้อสีอะไรดี สีโปรดของผมคือสีเหลือง รองลงมาคือสีแดง แต่สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ ไม่ว่าใส่สีไหนออกไปมีหวังถูกเอาเข้าไปเกี่ยวโยงทางการเมืองแน่นอน

ถึงอย่างไรเราก็ต้องใส่เสื้อ

ว่าแต่สีอะไรดี

“สีเหลือง” หรือ “สีแดง”

2.
เชื่อว่าหนึ่งในหัวข้อสนทนายอดนิยมประจำวงข้าวในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง “การเมือง”

มีคนเคยบอกว่า เรื่องศาสนา และการเมือง เป็นเรื่องที่คุยกันแล้วจะวงแตก ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย ผมเชื่อว่าตราบใดที่เราคุยกันด้วยเหตุผลเราย่อมคุยกันรู้เรื่อง

แต่ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อประโยคดังกล่าวแล้ว

ผมเห็นคนที่เป็นเพื่อนกันหลายคนเถียงกันอย่างจริงจัง เอาเป็นเอาตาย หาเหตุผลมาสนับสนุนฝ่ายที่ตัวเองเชียร์ คู่รักบางคู่ต้องทะเลาะกันเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน แม่ลูกบางคู่ถึงกับงอนใส่กันเพียงเพราะฝ่ายหนึ่งแย้งในสิ่งที่ตนเชื่อ

ใช่หรือไม่ว่าตอนนี้สังคมกำลังถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย

ผมเห็นบางคนโพกผ้าเหลือง บางคนใส่เสื้อแดง เหมือนตอนนี้สังคมกำลังถูกแบ่งออกเป็น 2 สี

“สีเหลือง” กับ “สีแดง”

เมื่อมีคนถามผมว่าผมอยู่สีอะไร เหลืองหรือแดง ผมมักจะตอบไปว่าผมเป็นกลาง แต่ก็นึกในใจ “แล้วตกลงผมอยู่สีอะไร เหลืองหรือแดง” บางทีผมถึงกับลองนั่งคิดว่าเราจะเข้าข้างสีไหนดี เอาเหตุผลของแต่ละฝ่ายมานั่งวิเคราะห์

คิด คิด คิด

คิดมานาน แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าผมจะอยู่ฝ่ายไหนดี หรือว่าผมไม่เห็นด้วยกับทั้งสองสี

แล้วผมอยู่สีอะไร ?

1.
จะใส่เสื้อสีอะไรดี เหลืองหรือแดง ผมยังนึกไม่ออก

แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องใส่เสื้อ

ผมจึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เมื่อประตูตู้เสื้อผ้าเปิดออก ผมเห็นเสื้อสีต่างๆ มากมาย

เกือบลืมไปว่า “เสื้อไม่ได้มีแค่สีเหลืองกับสีแดง”