1.
“อยากปิดมือถือสักพันปี”
พี่ที่เคารพคนหนึ่งเคยขึ้นชื่อเอ็มเอสเอ็นว่าอย่างนั้น
ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์อะไรที่ทำให้พี่เขาถึงกับอยากจะปิดโทรศัพท์มือถือตั้งพันปี
แต่ถ้าให้เดา เรื่องที่ว่าคงรุนแรงไม่น้อย
หากไม่ใช่ฮ่องเต้ในหนังจีนที่อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี
ก็ต้องบอกว่าครั้งนี้เป็นการอยากปิดโทรศัพท์มือถือครั้งที่ยาวนานมาก
เพราะว่ากันตามอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ แค่ถึงร้อยปีน้ำตาก็แทบกลั้นไว้ไม่อยู่
แล้วไปปิดมันทำไมตั้งพันปี
หรือถ้าจะปิดโทรศัพท์มือถือถึงพันปี แล้วพี่ซื้อไปมาทำไม
ซื้อมาปิด-คงไม่น่าจะใช่คำตอบ
2.
ถึงแม้ผมจะเกิดไม่ทันช่วงที่มือถือเครื่องแรกถูกวางจำหน่ายบนโลก
แต่ผมก็ทันช่วงที่มือถือเริ่มเป็นที่นิยม
และก็ทันช่วงที่เปลี่ยนจากคำว่า ‘นิยม’ เป็น ‘จำเป็น’
ใช่ครับ-ตอนนี้มือถือกลายเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าจำเป็นอย่างเต็มปาก
‘จำเป็น’ ถึงขนาดที่ว่าผมนึกภาพตอนที่เราไม่มีมือถือใช้ไม่ออก
ตอนนั้นเราใช้ชีวิตกันอย่างไร
เราติดต่องานกันอย่างไรเมื่ออยู่นอกรั้วบ้านและอาคารออฟฟิศ
เราเลื่อนนัดกระทันหันกันอย่างไร ถ้าอีกคนไปรออยู่ก่อนแล้ว
เราจะติดต่อเพื่อนเราที่ไปต่างจังหวัดอย่างไรหากมีเรื่องจำเป็น
พี่ที่เคารพอีกคนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ยังไม่มีมือถือ คนจะตรงต่อเวลามาก
อัตราการเบี้ยวนัดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าทุกวันนี้อย่างเทียบกันไม่ได้
ถ้านัดแล้วรับรองว่าเจอกัน
เนื่องจากไม่มีมือถือไว้โทรเลื่อนนัด
แต่ถ้าไปตรงเวลาจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องโทรบอก
นอกจากนั้นผมยังถามใครอีกหลายคน
ว่าสมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีมือถือ เขาใช้ชีวิตกันอย่างไร
ทุกคำตอบยืนยันชัดเจนว่าถึงแม้ไม่มีโทรศัพท์มือถือก็อยู่ได้ และอยู่ได้ดีด้วย
ไม่มีมือถือไว้บันทึกเบอร์โทรศัพท์มากมายก็จริง
แต่เราคงพูดไม่ได้เต็มปากว่า ‘การจำขึ้นใจ’ มีประสิทธิภาพน้อยกว่า
ทั้งๆ ที่เหตุผลที่ยกมาก็มีน้ำหนักพอที่จะลดความสำคัญของโทรศัพท์มือถือในมือผม
แต่ผมก็ยังรู้สึกลำบากใจยามที่มันอยู่ไกลตัว
บางที ความคุ้นชินก็ทำให้เราเสียนิสัยและหลงคิดไปว่าขาดมันไม่ได้
เป็นเรื่องปกติ ที่เราไปพึ่ง ‘ใคร’ หรือ ‘สิ่งใด’ มากๆ เข้า
เมื่อวันหนึ่งที่เราต้องใช้ชีวิตโดยลำพัง เราย่อมรู้สึกแปลกไปและใช้ชีวิตลำบากขึ้น
โทรศัพท์มือถือก็เช่นกัน
3.
หลังจากนั้น ผมมีโอกาสเจอพี่คนที่อยากปิดมือถือสักพันปีตัวเป็นๆ
แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามเขาหรอก ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เขามีความคิดแบบนั้น
อาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ-ผมคิดอย่างนั้น
เพราะว่ากันตามจริง โทรศัพท์มือถือก็คงไม่ได้มีโทษร้ายแรง
ถึงขนาดที่สมควรจะโดนแบนนานขนาดนั้น
ผมยังเห็นพี่เขาคุยโทรศัพท์เครื่องที่เขาอยากปิดด้วย ‘รอยยิ้ม’ เสียด้วยซ้ำ
หรือเสียงบางเสียงจากปลายสายอาจจะทำให้ใครบางคนเปลี่ยนใจ
จนไม่อยากปิดมือถือ…สักวันเดียว
