Archive for เมษายน, 2008

วันที่ถูกลืม วัยที่ถูกลืม

ปรุงเมื่อ 22 / 04 / 08

วันก่อนขึ้นรถเมล์ ก่อนก้าวขาลงจากรถเห็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่บนรถบอกว่า “วันที่ 13 เมษายน ผู้สูงอายุขึ้นรถเมล์ฟรี เนื่องในวันผู้สูงอายุ” สารภาพตามตรงว่าผมไม่เคยรู้มาก่อน และเชื่อว่าหลายๆคนก็คงไม่รู้ว่าวันที่13 เมษายน จะมีอะไรที่มากกว่าวันสงกรานต์

นอกจากนั้นสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ยังทำให้ผมรู้ว่ามีคนบางกลุ่มที่ยังไม่ลืมผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในวัยที่เต็มไปด้วยพลัง จะลืมไปแล้วว่ายังมีวัยที่เริ่มหมดเรี่ยวแรงและต้องเดินอย่าง ‘ชะลอ’ ในวัยชรา

ผมนึกถึงตัวเองในตอนแก่ ถึงตอนนั้นผมคงเปลี่ยนไปหลายอย่าง คงทำอะไรได้ไม่คล่องตัว และความจำก็คงไม่ดีเหมือนตอนนี้ เหมือนว่าธรรมชาติจะคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ให้ตอนเด็กเรามีสมองว่างเปล่าเพื่อที่จะจดจำอะไรได้มากมาย เพราะเราเกิดมาเราไม่รู้อะไรเลย ทำให้วัยเด็กจะจดจำอะไรได้ดี พอโตเป็นผู้ใหญ่เราก็สามารถจัดการสมองเราได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้น เราสามารถหยิบนั่นเข้า(จำ) หยิบนี่ออก(ลืม) ได้อย่างสบาย แต่พอถึงวัยชราธรรมชาติจะเริ่มจำกัดให้เราจำอะไรได้น้อยลง จนหลายๆเรื่องเราอาจจะลืมไปเลย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าเราจะไม่มีวันลืมคือคนที่เรา “เลือก” ที่จะจำ ผมสังเกตเห็นคนแก่หลายคนแม้จะไม่เจอลูกหลานมานานแต่พอเห็นหน้าทีไรน้ำตาก็ไหลทุกครั้ง หรือจะเป็นคนแก่ที่คู่ชีวิตด่วนจากโลกนี้ไปก่อน พอหยิบรูปขึ้นมาดูทีไรก็อยากจะ “ตาม” ไปทุกที ผมเชื่อว่าธรรมชาติได้กำหนดพื้นที่ความจำของคนชราให้เหลือเพียงน้อยนิดเพื่อที่จะใช้บันทึกคนที่เราอยากจำจริงๆเท่านั้น

เหมือนธรรมชาติกำลังบอกเราว่าให้ใช้เวลาที่เหลือไม่มากอยู่กับคนที่เรา ‘เลือก’ ที่จะ ‘จำ’

มีภาพอยู่ภาพหนึ่งที่ผมยังคงจำได้ติดตาและติดใจซึ่งผมได้บันทึกไว้ในไดอารี่

8 ก.ค. 50

วันนี้ตอนเย็นระหว่างเดินออกไปปากซอยเพื่อที่จะไปเตะบอล ได้เห็นภาพประทับใจ เป็นภาพคนแก่ชายหญิงรุ่นอากง อาม่า นั่งอยู่หน้าบ้านคุยกัน บรรยากาศตอนนั้นฝนตกปรอยๆ แม้อากาศจะเย็น แต่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ผมว่าอากง อาม่าคู่นี้คงผ่านร้อน ผ่านหนาวมามาก ดูจากใบหน้ารู้ได้เลยว่าคงลำบากมามาก แต่ในวันนี้ทั้ง 2 คนก็ได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายร่วมกันอย่างมีความสุข

ผมนึกถึงภาพผมตอนแก่ นั่งคุยกับคนที่ผมรักหน้าบ้านภายใต้อากาศเย็นๆหลังฝนตก

บางที การรอความตายอาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด 

เบลล์

ผมเชื่ออย่างหนึ่ง ว่าถึงแม้วัยชราจะเป็นวัยที่จำอะไรไม่ค่อยได้ และถูกลืมอยู่บ่อยๆ แต่มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะลืมเราบ้าง แต่มันสำคัญตรงที่เราจำใครได้บ้างต่างหาก

“เธอเก่งภาษาอังกฤษ และ เอนฯติดจุฬา”

ปรุงเมื่อ 12 / 04 / 08

1.
ผมเคยนึกอิจฉาเพื่อนที่เก่งภาษาอังกฤษ เพราะผมรู้ว่าตอนนี้ภาษาอังกฤษมีความสำคัญแค่ไหน ใครพูดได้ถือว่าได้เปรียบ อีกอย่างผมรู้สึกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วราวกับว่ามีเส้นผมบนหัวและขนจั๊กกะแล้เป็นสีทองนี่ช่างเท่ห์เสียยิ่งกะไร ถ้าผมพูดได้ขนาดนั้นผมคง ‘ภูมิใจ’

2.
ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือการเอนทรานซ์ติดจุฬา และมันเป็นหนึ่งในความฝันที่ไม่สามารถเป็นจริงได้อีกแล้ว มีคนบอกว่าความฝันกับความจริงต่างกันแค่ ‘ทำ’ แต่ผมขอเติมไปว่า ความฝันกับความจริงต่างกันแค่ทำ “ในขณะที่ยังมีโอกาส”

ถึงแม้ว่าผมเอนทรานซ์ไม่ติดจุฬาฯผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนัก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะภาพของพี่ชายผมในชุดครุยสีขาวกับภาพของญาติพี่น้องสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้ปากของพวกเขาจะไม่ได้พูดอะไรแต่ผมดูออกว่าพวกเขา ‘ภูมิใจ’

3.
วันนี้ผมมีโอกาสได้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ถึงแม้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดแต่คนไม่มากมายอย่างที่คิด ผมได้นั่งที่โปรดนั่นคือตรงที่มีกระจกให้พิง ผมจัดการหยิบหนังสือที่เพิ่งจะถอยมาจากงานสัปดาห์หนังสือออกมาอ่าน ในขณะกำลังอ่านอย่างขมักเขม้น ก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม ชุดที่เธอใส่บอกผมว่าเธอเรียนอยู่จุฬาฯ และหนังสือที่เธอกำลังอ่านอยู่บอกผมว่าเธอคงเก่งอังกฤษ เพราะในมือเธอถือวรรณกรรมที่มีแต่ภาษาอังกฤษทั้งหน้าและทุกหน้า ถ้าเธอไม่ได้ใส่คอนแท็คเลนส์ที่เป็นดิกชันนารีผมจะขอสรุปว่า “เธอเก่งภาษาอังกฤษ และ เอนฯติดจุฬา”

ในขณะที่ผมอ่านหนังสืออยู่เพลินๆ รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวมาถึงยังสถานีหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าสถานีไหนเพราะคนในสถานีนี้เยอะจนสายตาไม่อาจแหวกไปมองป้ายได้ มีแม่ลูกคู่หนึ่งก้าวเข้ามาในขบวนรถ ไม่มีใครลุกให้เด็กนั่ง รวมไปถึงเธอที่เก่งภาษาอังกฤษ และ เอนฯติดจุฬา ผมตัดสินใจลุกให้แม่ลูกคู่นั้นนั่งในขบวนรถที่เบียดเสียด

เหตุการณ์วันนี้ผมไม่ได้ต้องการบอกว่าผมเป็นคนดี เพียงแต่ผมคิดว่าแม้ผมจะไม่เก่งภาษาอังกฤษและเอนฯไม่ติดจุฬาฯแต่บางครั้งความภูมิใจมันก็เกิดขึ้นง่ายๆ

ในวินาทีที่ได้ยินคำว่า ‘ขอบคุณ’