วันเสาร์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปกลับเยือนตลาดน้ำดำเนินสะดวกอีกครั้ง
จำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดผ่านมานานแค่ไหน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นปีที่แล้ว
ผมออกจากบ้านประมาณเกือบๆ เจ็ดโมง พอใกล้ถึง ฟ้าเจ้ากรรมดันกลั่นฝนออกมา แรกๆ ก็ตกแบบปลอยๆ พอให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ แต่ตกไปตกมากลับกลายเป็นห่าฝน ฝนเม็ดใหญ่ประมาณข้อนิ้วก้อย ฝนตกหนักจนผมกลัว-ไม่ได้กลัวฝน เม็ดใหญ่ เม็ดเล็ก ผมพร้อมลุยอยู่แล้วถ้าเป็นวันปกติและมีร่ม แต่วันนี้ผมนึกภาพไม่ออกว่าเราจะเที่ยวตลาดน้ำอย่างไรถ้าฝนยังตกอยู่อย่างนี้
ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมไหม เวลาอยู่บนรถแล้วฝนตก ผมไม่อยากให้ถึงที่หมายเลย ผมไม่อยากลงไปลุยฝน ขอนั่งอยู่บนรถรอเวลาฝนหยุดเสียจะดีกว่า
แต่ในความเป็นจริง เราคงเลือกไม่ได้ ต่อให้ฝนไม่หยุด เราก็ต้องลงจากรถอยู่ดี
ในชีวิตจริง ก็เช่นกัน เราเลือกจะอยู่ที่เดิมไม่ได้หรอก ถึงแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าที่ที่เรายืนอยู่มันปลอดภัยกว่าทางข้างหน้า แต่ตราบใดที่เราไม่ได้ยืนอยู่ ณ จุดหมายที่เราหวัง เราก็ต้องเดินต่อไป ทิ้งที่ทางที่ปลอดภัยไว้ข้างหลัง
ฝนตกมันเปียกใครก็รู้ แต่ถ้าเรายังอยู่เดิม กว่าฝนจะหยุด คนที่กล้า ‘ลุยฝน’ เขาก็ไปไกลแล้ว
วันนี้โชคดีที่ไม่ต้องลุยฝน ฝนตกไม่นานก็หยุด หลังจากหยุดไม่นานก็ถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวก หลังจากถึงไม่นานผมก็นั่งอยู่บนเรือ
สังเกตุจากมุมมองบนเรือ เห็นได้ชัดว่าชาวต่างชาติเยอะมาก – อาจจะมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าใจได้ว่าสถานที่แบบนี้ สำหรับคนไทยคงไมรู้สึกตื่นเต้นอะไร
แต่ผมตื่นเต้น ด้วยปกติตัวเองเป็นคนที่สัญจรทางบกเป็นหลัก เวลาลงเรือจึงรู้สึกเก้ๆ กังๆ กลัวๆ กลัวว่าตัวจะลงไปอยู่ในน้ำ
“น้ำลึกเท่าไหร่ครับพี่” ผมหันไปถามพี่ที่เป็นฝีพาย พี่แกเอาไม้พายจุ่มลงไปในน้ำจนสุด แล้วก็บอกผมว่า “ประมาณอก” ผมจึงรู้สึกสบายใจไปอีกเปราะ
เรือเริ่มไหลออกจากท่าไปตามแรงพาย พอเลี้ยวเข้าทางหลักก็ต้องตกใจ เรือมาจากไหนก็ไม่รู้เยอะแยะเต็มไปหมด ผมยังนึกภาพไม่ออกว่าลำของผมจะผ่านไปได้อย่างไร
ผมได้ยินเสียงเรือกระทบกันหลายครั้ง ถ้าเป็นรถ ประกันคงวิ่งกันวุ่น เรือลำผมก็ชนลำซ้ายที ขวาที พายเรือใครคิดว่าง่ายอยากให้มาลอง นอกจากมือถือไม้พายแล้ว สายตายังต้องทำงานอย่างขันแข็งไม่แพ้กัน ต้องคอยดูว่าเรือของเราจะชนลำอื่นไหม สมองต้องคอยวางแผนตลอดว่าลำไหนไปก่อนไปหลัง ปากต้องคอยตะโกนบอก ส่งสัญญาณ คอยเตือนลำอื่นๆ
ผมรู้สึกว่าการพายเรือต้องใช้ศิลปะการสื่อสารอย่างมาก
บางทีอาจจะไม่ได้ตะโกนบอกกัน แต่ผมว่า ”ตามองตา” ก็น่าจะเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง
เรือลำนั้นใช้ไม้พายดันลำโน้นให้ผ่านไป ลำโน้นหยุดให้อีกลำผ่านไป - นี่คือภาพที่ปรากฏอยู่เหนือผิวน้ำ เรือแต่ละลำแม้จะมาจากต่างที่ต่างทางแต่ก็สื่อสารกันเข้าใจ เรืออาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่มันก็แค่เรือ กระทบกันแล้วก็ให้มันแล้วไป คนบนเรืออย่ากระทบกระทั่งกันก็พอ
ที่ผมสงสัยในตอนแรกว่าเรือลำผมจะผ่านไปได้อย่างไร สุดท้ายก็ได้คำตอบ
พวกพี่ๆ ป้าๆ ฝีพายทั้งหลายทำให้ผมรู้ว่า แค่เราหันมาสื่อสารพูดคุยกัน
เรื่องต่างๆ ที่ว่ายาก ก็ผ่านไป..ได้ง่ายๆ