กรุสำหรับ 'story'หมวดหมู่

เพื่อนร่วมร่ม

ปรุงเมื่อ 28 / 09 / 08

ผมเชื่อมาตลอดว่าร่มหนึ่งคัน มีไว้ใช้สำหรับคนหนึ่งคน

ที่ผมเชื่ออย่างนั้นเพราะเวลาผมอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกับใคร ตัวผมมักจะเปียกปอนไปข้างหนึ่ง คนยืนข้างซ้ายก็เปียกด้านซ้าย คนยืนด้านขวาก็เปียกด้านขวา ยืนตรงกลางก็ไม่ได้เพราะจะทำให้อีกคนเปียกทั้งตัว

แต่ถึงอย่างไร การที่เราจะมีโอกาสได้อยู่ร่มคันเดียวกับใครก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

การที่เราจะชวนใครสักคนมาเป็นเพื่อนร่วมร่ม ผมเชื่อว่าเราต้องสนิทกันพอสมควร ภายใต้พื้นที่เล็กขนาดนั้นถ้าไม่สนิทกัน ผมว่าคงอึดอัดน่าดู

โชคดีที่เพื่อนร่วมร่มของผมมักจะเป็น ‘เธอ’–คนที่ผมอยากร่วมร่มด้วย

และในช่วงที่ฝนมักจะตกตามใจ มาแบบไม่บอกกล่าว ทำให้หลายคนต้องพกร่มติดตัวคนละคัน

‘หนึ่งคน’ ก็ ‘หนึ่งคัน’

แต่ร่มของ ‘เธอ’ มักไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ เพราะยามฝนเทลงมา ผมมักจะอยู่กับเธอ และร่มของผมก็ทำหน้าที่เป็นที่คุ้มหัวให้เราสองคนเดินฝ่าสายน้ำที่กระหน่ำลงมา

อย่าคิดว่าเราสองคนจะไม่เปียกนะครับ

ซีกซ้ายของผมแทบจะหาพื้นที่แห้งไม่เจอ ของเธอก็เช่นกัน ซีกขวาของเธอเต็มไปด้วยหยดน้ำ

จะไม่เปียกได้อย่างไรครับ ก็ร่มหนึ่งคันเขามีไว้ใช้สำหรับคนเพียงหนึ่งคน

ถึงอย่างไร การที่ผมมีเธอเป็นเพื่อนร่วมร่ม ก็ทำให้ผมรู้สึกดี แม้แขนข้างหนึ่งจะถูกเบียดออกมานอกร่ม แต่รู้ไหม แขนอีกข้างหนึ่งของผมมันใกล้แขนอีกข้างหนึ่งของ ‘เธอ’ แค่ไหน มันทำให้ผมรู้สึก ‘อุ่นๆ’ อย่างบอกไม่ถูก

และตอนนี้ ผมเริ่มติดการเดินภายใต้ร่มโดยมี ‘เพื่อนร่วมร่ม’ เสียแล้ว

แต่ปัญหาคือ ‘เธอ’ คนที่ผมอยากให้มาเป็น ‘เพื่อนร่วมร่ม’ สิครับ

ตอนนี้เธอไม่อยู่กับผมแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน เราคงได้ร่วมร่มกันอีก

เมื่อคืนฝนตกหนัก ผมเดินอยู่ภายใต้ร่มเพียงลำพัง

ผมเพิ่งรู้ว่า พื้นที่ภายใต้ร่มหนึ่งคัน

มันกว้างเกินไปสำหรับคนหนึ่งคน

“น้ำ” มันแพง

ปรุงเมื่อ 20 / 07 / 08

ช่วงนี้ผมเข้าร้านอาหารแล้วรู้สึกแปลกๆไป

ร้านอาหารที่ผมพูดถึงนั้น ผมหมายถึงร้านอาหารที่ผมเคยใช้บริการเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวแกง และร้านอื่นๆอีกหลายร้าน

ที่ผมว่าแปลกไปผมหมายถึง “น้ำแข็งเปล่า”

แต่ก่อนตอนผมเด็กๆ ผมรู้สึกว่าน้ำแข็งเปล่าเป็นอะไรที่ถือเป็นน้ำใจจาก “คนขาย” เป็นอะไรที่ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราควรจะได้จากทางร้านเช่นเดียวกับ กระดาษทิชชู่ ไม้จิ้มฟัน และพวงพริก

ตอนผมเด็กๆบางร้านไว้ใจถึงขนาดให้เราตักน้ำแข็งกันตามใจชอบ ใครก็รู้ว่าบ้านเราเป็นเมืองร้อน เผลอเดี๋ยวเดียวน้ำแข็งก็ละลายหมดแก้วแล้ว

บางร้านใจดีชงน้ำชา

บางร้านทำโรแมนติก เสกน้ำเป็นสีชมพูด้วยน้ำยาอุทัย

แต่ไม่ว่าจะน้ำอะไรผมก็รู้สึกดี และรู้สึกว่ามันเป็น “น้ำใจ”

ท่ามกลางเศรษฐกิจตกต่ำ น้ำแข็งเปล่าฟรีก็ดูจะลดจำนวนลงตามไปด้วย ลดลงจนกลายเป็นของหายากในตอนนี้ ร้านไหนแก้วละบาทถือว่าปกติ บางร้าน 2 บาท มีอยู่ร้านน้ำแข็งเปล่าราคาแก้วละ 15 บาท

หรือว่าตอนนี้การเอาตัวรอดจากเศรษฐกิจอันตกต่ำจะทำให้เราลืมน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเคยให้ต่อกัน

เป็นไปได้มั้ยว่าวันหนึ่งจะไม่เหลือ “น้ำแข็งเปล่าฟรี” อีกต่อไป

และถ้าถึงวันนั้นผมคงไม่แปลกใจ เพราะในยุคที่ “น้ำมัน” แพง

“น้ำ” มันแพง

“ปกติ” สุข

ปรุงเมื่อ 12 / 07 / 08

ตื่นเช้ามาวันนี้รู้สึกแปลกๆ

หันขวายังไม่รู้สึกอะไร แต่พอหันซ้ายเจ็บจี๊ดทันที รู้เลยว่าเมื่อคืนนอนตกหมอน ทำให้ส่งผลต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนข้างซ้ายตลอดทั้งวัน

ผมว่าอาการตกหมอนเป็นอะไรที่น่ารำคาญและทรมาน ใครที่เคยนอนตกหมอนคงรู้ และถ้าให้ผมเลือกผมยอมนอนตกเตียงดีกว่า อย่างน้อยก็แค่ฟกช้ำในจุดที่มองไม่เห็น

ผมรู้สึกว่าการนอนตกหมอนคล้ายกับการเป็นปุ่มร้อนใน

เป็นอะไรที่เราจะไม่รู้วันหายที่แน่นอน ไม่รู้ว่าเราจะกลับเป็นปกติวันไหน ต่อให้ทายาที่แผลหรือนวดยาที่คอ เพราะสิ่งที่จะทำให้เรากลับเป็นปกติอีกครั้งคือ “เวลา”
 
แต่อย่างน้อยการนอนตกหมอนเมื่อคืนก็ทำให้ผมคิดอะไรได้บางอย่าง
 
มันทำให้ผมเห็นคุณค่าในเวลาที่คอผมเป็น “ปกติ” ซึ่งปกติเราคงไม่คิดว่าความ “ปกติ” เป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง
 
ในวันที่เป็นปุ่มร้อนใน ผมมักนึกอิจฉาคนที่ปากไม่มีปุ่ม
 
ความจริงสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขอาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่ “พิเศษ” เสมอไป
 
ตอนนี้ ผมแค่อยากกลับเป็น “ปกติ”

อีกครั้ง…

ฉบับแรกในวันสุดท้าย

ปรุงเมื่อ 09 / 05 / 08

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานอำลา 133 ปีโทรเลขไทย ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยผู้คนที่พากันมาส่ง ‘โทรเลข’ ซึ่งผมก็มีจุดหมายไม่ต่างกัน ผมมาส่งโทรเลขฉบับแรกของชีวิต ในวันสุดท้ายของโทรเลข และผมก็เชื่อว่าเป็นฉบับแรกๆของหลายๆคนที่มาในวันนั้น

“ถ้ามีคนมาส่งโทรเลขจำนวนมากขนาดนี้ทุกวันเราคงไม่ต้องปิดโทรเลข” เสียงจากบนเวทีเสวนาดังขึ้นขณะผมกำลังต่อแถวเพื่อส่งโทรเลข จริงอย่างที่เขาพูด ถ้ามีคนมาส่งจำนวนมากขนาดนี้โทรเลขคงไม่ต้องปิดตัวลง ดีไม่ดีอาจจะต้องมีการขยายสาขาออกไป หรืออาจจะต้องเปิดให้มีการส่งโทรเลขได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่นทุกสาขาก็ได้ เพราะมีคนมาส่งโทรเลขกันเยอะจริงๆ

บรรยากาศแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้ายของโทรเลข

คนที่มาส่งก็มีทุกเพศทุกวัย บางคนส่งให้พ่อแม่ บางคนส่งให้เพื่อน บางคนส่งให้คนรัก และบางคนส่งให้ตัวเอง แต่ที่ผมชอบและประทับใจคือพ่อแม่ที่มาส่งโทรเลขอวยพรลูกๆ ผมว่าเป็นอะไรที่ดูอบอุ่นมากๆ ข้อความที่ตวัดลงบนโทรเลขนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจและใสซื่อบวกกับเสน่ห์ของโทรเลขที่ต้องประหยัดคำ  “โชคดี มีงานทำ” ยังเป็นประโยคที่ผมยังแอบอมยิ้มทุกครั้งที่คิดถึง

ผมได้ยินหลายคนบ่นเสียดายที่โทรเลขต้องปิดตัวลง พี่ผมบอกว่ามันเป็นอาการของคนที่กำลังจะสูญเสียของรัก

ครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสไปร่วมในบรรยากาศวันปิดสนามบินดอนเมืองเพื่อย้ายไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิ บรรยากาศค่อนข้างคล้ายกัน ทุกๆคนต่างรู้สึกเสียใจและเสียดายที่ต้องอำลาสนามบินที่แสนคลาสสิคแห่งนี้ไป พนักงานสายการบินหลายๆคนถึงกันน้ำตาซึมที่ต้องย้ายไปอยู่สุวรรณภูมิ ไม่ใช่เพราะค่าแท็กซี่แพง แต่เป็นเพราะเขารู้สึกผูกพันธ์กับสนามบินดอนเมือง หลายคนเริ่มต้นอาชีพที่นี่

ความรู้สึกของผมตอนนั้นไม่ต่างกัน แม้ผมจะใช้บริการไม่บ่อย แต่ผมก็รู้สึกผูกพันธ์กับสนามบินดอนเมืองเหมือนกัน เพราะผมรู้สึกว่าถึงแม้ที่ดอนเมืองจะเล็กแต่มันก็มีเสน่ห์บางอย่างที่เงินหรือเทคโนโลยีสร้างขึ้นมาไม่ได้ เจ้าหน้าที่สามารถย้ายอุปกรณ์ต่างๆไปที่สุวรรณภูมิได้แต่ย้าย ‘บรรยากาศ’ ไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องทำใจเพราะใครๆก็รู้ว่าสนามบินดอนเมืองมันเล็กเกินไปในโลกยุคปัจจุบัน เล็กในความหมายที่ว่าขนคนเข้าประเทศได้ ‘ช้า’ เกินไป

ซึ่งก็เหมือนกับวันนี้ที่โทรเลขต้องปิดตัวลงเพราะคนใช้น้อยจนไม่สามารถอยู่ได้ และสาเหตุที่คนใช้น้อยก็เพราะโทรเลข ‘ช้า’ เกินไป

และผมเชื่อว่าครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่อะไรที่ ‘ช้าช้า’ จะจากไป เพราะในขณะที่โลกของเราหมุนเร็วเป็นลูกข่าง แต่มีหลายสิ่งยังคงอาศัยอยู่บนโลกด้วยความเร็วเท่าเดิม

ใครที่ยังไม่เคยส่งจดหมาย นั่งรถไฟ หรือทำอะไรที่มัน ‘ช้าช้า’ รีบทำนะครับ

เพราะวันสุดท้ายคนมันเยอะ : )

วันที่ถูกลืม วัยที่ถูกลืม

ปรุงเมื่อ 22 / 04 / 08

วันก่อนขึ้นรถเมล์ ก่อนก้าวขาลงจากรถเห็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่บนรถบอกว่า “วันที่ 13 เมษายน ผู้สูงอายุขึ้นรถเมล์ฟรี เนื่องในวันผู้สูงอายุ” สารภาพตามตรงว่าผมไม่เคยรู้มาก่อน และเชื่อว่าหลายๆคนก็คงไม่รู้ว่าวันที่13 เมษายน จะมีอะไรที่มากกว่าวันสงกรานต์

นอกจากนั้นสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ยังทำให้ผมรู้ว่ามีคนบางกลุ่มที่ยังไม่ลืมผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในวัยที่เต็มไปด้วยพลัง จะลืมไปแล้วว่ายังมีวัยที่เริ่มหมดเรี่ยวแรงและต้องเดินอย่าง ‘ชะลอ’ ในวัยชรา

ผมนึกถึงตัวเองในตอนแก่ ถึงตอนนั้นผมคงเปลี่ยนไปหลายอย่าง คงทำอะไรได้ไม่คล่องตัว และความจำก็คงไม่ดีเหมือนตอนนี้ เหมือนว่าธรรมชาติจะคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ให้ตอนเด็กเรามีสมองว่างเปล่าเพื่อที่จะจดจำอะไรได้มากมาย เพราะเราเกิดมาเราไม่รู้อะไรเลย ทำให้วัยเด็กจะจดจำอะไรได้ดี พอโตเป็นผู้ใหญ่เราก็สามารถจัดการสมองเราได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้น เราสามารถหยิบนั่นเข้า(จำ) หยิบนี่ออก(ลืม) ได้อย่างสบาย แต่พอถึงวัยชราธรรมชาติจะเริ่มจำกัดให้เราจำอะไรได้น้อยลง จนหลายๆเรื่องเราอาจจะลืมไปเลย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าเราจะไม่มีวันลืมคือคนที่เรา “เลือก” ที่จะจำ ผมสังเกตเห็นคนแก่หลายคนแม้จะไม่เจอลูกหลานมานานแต่พอเห็นหน้าทีไรน้ำตาก็ไหลทุกครั้ง หรือจะเป็นคนแก่ที่คู่ชีวิตด่วนจากโลกนี้ไปก่อน พอหยิบรูปขึ้นมาดูทีไรก็อยากจะ “ตาม” ไปทุกที ผมเชื่อว่าธรรมชาติได้กำหนดพื้นที่ความจำของคนชราให้เหลือเพียงน้อยนิดเพื่อที่จะใช้บันทึกคนที่เราอยากจำจริงๆเท่านั้น

เหมือนธรรมชาติกำลังบอกเราว่าให้ใช้เวลาที่เหลือไม่มากอยู่กับคนที่เรา ‘เลือก’ ที่จะ ‘จำ’

มีภาพอยู่ภาพหนึ่งที่ผมยังคงจำได้ติดตาและติดใจซึ่งผมได้บันทึกไว้ในไดอารี่

8 ก.ค. 50

วันนี้ตอนเย็นระหว่างเดินออกไปปากซอยเพื่อที่จะไปเตะบอล ได้เห็นภาพประทับใจ เป็นภาพคนแก่ชายหญิงรุ่นอากง อาม่า นั่งอยู่หน้าบ้านคุยกัน บรรยากาศตอนนั้นฝนตกปรอยๆ แม้อากาศจะเย็น แต่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ผมว่าอากง อาม่าคู่นี้คงผ่านร้อน ผ่านหนาวมามาก ดูจากใบหน้ารู้ได้เลยว่าคงลำบากมามาก แต่ในวันนี้ทั้ง 2 คนก็ได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายร่วมกันอย่างมีความสุข

ผมนึกถึงภาพผมตอนแก่ นั่งคุยกับคนที่ผมรักหน้าบ้านภายใต้อากาศเย็นๆหลังฝนตก

บางที การรอความตายอาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด 

เบลล์

ผมเชื่ออย่างหนึ่ง ว่าถึงแม้วัยชราจะเป็นวัยที่จำอะไรไม่ค่อยได้ และถูกลืมอยู่บ่อยๆ แต่มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะลืมเราบ้าง แต่มันสำคัญตรงที่เราจำใครได้บ้างต่างหาก

“เธอเก่งภาษาอังกฤษ และ เอนฯติดจุฬา”

ปรุงเมื่อ 12 / 04 / 08

1.
ผมเคยนึกอิจฉาเพื่อนที่เก่งภาษาอังกฤษ เพราะผมรู้ว่าตอนนี้ภาษาอังกฤษมีความสำคัญแค่ไหน ใครพูดได้ถือว่าได้เปรียบ อีกอย่างผมรู้สึกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วราวกับว่ามีเส้นผมบนหัวและขนจั๊กกะแล้เป็นสีทองนี่ช่างเท่ห์เสียยิ่งกะไร ถ้าผมพูดได้ขนาดนั้นผมคง ‘ภูมิใจ’

2.
ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือการเอนทรานซ์ติดจุฬา และมันเป็นหนึ่งในความฝันที่ไม่สามารถเป็นจริงได้อีกแล้ว มีคนบอกว่าความฝันกับความจริงต่างกันแค่ ‘ทำ’ แต่ผมขอเติมไปว่า ความฝันกับความจริงต่างกันแค่ทำ “ในขณะที่ยังมีโอกาส”

ถึงแม้ว่าผมเอนทรานซ์ไม่ติดจุฬาฯผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนัก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะภาพของพี่ชายผมในชุดครุยสีขาวกับภาพของญาติพี่น้องสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้ปากของพวกเขาจะไม่ได้พูดอะไรแต่ผมดูออกว่าพวกเขา ‘ภูมิใจ’

3.
วันนี้ผมมีโอกาสได้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ถึงแม้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดแต่คนไม่มากมายอย่างที่คิด ผมได้นั่งที่โปรดนั่นคือตรงที่มีกระจกให้พิง ผมจัดการหยิบหนังสือที่เพิ่งจะถอยมาจากงานสัปดาห์หนังสือออกมาอ่าน ในขณะกำลังอ่านอย่างขมักเขม้น ก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม ชุดที่เธอใส่บอกผมว่าเธอเรียนอยู่จุฬาฯ และหนังสือที่เธอกำลังอ่านอยู่บอกผมว่าเธอคงเก่งอังกฤษ เพราะในมือเธอถือวรรณกรรมที่มีแต่ภาษาอังกฤษทั้งหน้าและทุกหน้า ถ้าเธอไม่ได้ใส่คอนแท็คเลนส์ที่เป็นดิกชันนารีผมจะขอสรุปว่า “เธอเก่งภาษาอังกฤษ และ เอนฯติดจุฬา”

ในขณะที่ผมอ่านหนังสืออยู่เพลินๆ รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวมาถึงยังสถานีหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าสถานีไหนเพราะคนในสถานีนี้เยอะจนสายตาไม่อาจแหวกไปมองป้ายได้ มีแม่ลูกคู่หนึ่งก้าวเข้ามาในขบวนรถ ไม่มีใครลุกให้เด็กนั่ง รวมไปถึงเธอที่เก่งภาษาอังกฤษ และ เอนฯติดจุฬา ผมตัดสินใจลุกให้แม่ลูกคู่นั้นนั่งในขบวนรถที่เบียดเสียด

เหตุการณ์วันนี้ผมไม่ได้ต้องการบอกว่าผมเป็นคนดี เพียงแต่ผมคิดว่าแม้ผมจะไม่เก่งภาษาอังกฤษและเอนฯไม่ติดจุฬาฯแต่บางครั้งความภูมิใจมันก็เกิดขึ้นง่ายๆ

ในวินาทีที่ได้ยินคำว่า ‘ขอบคุณ’